Paranoid - Case 07.1
posted on 21 Oct 2007 14:24 by ichinofix in Paranoidichi's Note ==>
อยากจะร้องไห้เป็นภาษาเสปน........ TT-TT
ในที่สุดอิชิก็แก้บลอคให้ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้แล้ว~~~~~~~~~
ลัลล้าดีใจมากมาย (หลังจากที่ปวดหัวกะมันอยู่เกือบ 2 วันเติม -- --)
ว่าแล้วก็ไปอ่านฟิคกันเลยดีกว่า... เอามาโพสตามที่สัญญาแล้วค้าบบบบบบบ
Title :: Paranoid
Case :: 07.1
Author :: ichi
Fandom :: Super Junior & DBSK
Pairing :: ???
Rating :: PG-13
Genre :: Love Comedy
Note :: ichi's original weird Pairing XD
Paranoid - Case 07.1
“พี่ยุนโฮ ไหนพี่บอกว่าอยากออกกำลังกายไง วิ่งสิฮะวิ่ง” เสียงบ่นแบบค่อนข้างจะใส่อารมณ์ดังขึ้นขณะที่ตัวเจ้าของร่างกำลังจับจ้องไปที่ลูกฟุตบอลลูกกลมที่กำลังถูกเลี้ยงโดยชายอีกคนตรงกลางสนาม
“ก็วิ่งอยู่นี่ไง หรือจุนซูเห็นว่าพี่คลานอยู่กันล่ะ” ชายหนุ่มเถียงกลับทันควันขณะกำลังพยายามประคับประคองลูกบอลให้อยู่กับตัวเองให้นานเท่าที่จะนานได้โดยไม่ถูกเสียงบ่นของจุนซูทำให้เสียสมาธิไปซะก่อน
“สปีดเท่านั้นน่ะนะฮะที่เรียกว่าวิ่ง” จุนซูพยายามวิ่งเข้าไปหายุนโฮ ตั้งใจจะเข้าไปแย่งบอลมาเป็นของตัวเอง แต่อยู่ๆคุณดาราสุดดังก็เร่งสปีดตัวเองและก็วิ่งหนีจุนซูไป
แต่ว่านะคุณจางยุนโฮ ประตูที่คุณควรจะวิ่งไปหาน่ะ มันอยู่ตรงหน้านั้น แล้วที่คุณวิ่งหมุนตัวกลับไปนั่นน่ะจะไปไหน... หืออออออ
“พี่ยุนโฮทำอะไรน่ะ”
“ก็วิ่งไง ต้องสปีดนี้ใช่มั้ยล่ะถึงจะเรียกว่าวิ่งน่ะ”
“มันก็ใช่ แต่นั่นพี่จะวิ่งไปไหนน่ะ”
“ก็จะวิ่งไปชู้ตไง เนี่ยโอกาสมาแล้ว...”
“เฮ้ยยยยยยยยยยย”
“โกลลลลลล”
จุนซูนั่งอ้าปากค้างมองดูภาพเหล่ากองเชียร์ของทีมฝ่ายตรงข้ามลุกขึ้นพากันเล่นเวฟฉลองประตูที่ไม่คาดฝันนี้ พอละสายตาออกมาจากหน้าจอ เขาก็เห็นพี่ยุนโฮที่เป็นคนยิงประตูลูกนั้นไปสดๆร้อนๆกำลังนั่งหน้าบานเป็นกระด้งอยู่
“เป็นไงล่ะ ได้มาหนึ่งคะแนนอย่างงดงาม”
จุนซูยังคงนั่งอ้าปากค้างอยู่เช่นเดิม เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของเกาหลีจะไม่มีเซนส์ในการเล่มเกมส์มากถึงขนาดนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนตรงหน้าเขาคนนี้ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองเพิ่งจะยิงประตูเข้าโกลของตัวเองไป
นี่น่ะนะ... ชายหนุ่มสุดฮ้อทที่สาวๆทั้งเกาหลีพากันรักพากันหลง... คนที่โง่เกมส์สุดๆคนนี้เนี่ยนะ...
“ตะกี้พี่ยังเข้าประตูฝั่งตัวเองนะ รู้ตัวรึเปล่า” จุนซูถามพลางวางจอยเกมส์ลงกับโต๊ะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกับโซฟาตัวนุ่มตรงหน้าทีวีอย่างละเหี่ยใจ
“หา... ประตูฝั่งพวกเราน่ะ มันไม่ใช่ฝั่งนั้นเหรอ”
“ถ้าใช่แล้วเค้าจะขึ้นว่าฝรั่งเศสได้ประตูมั้ยล่ะครับ”
ยุนโฮมองธงชาติฝรั่งเศสที่ลอยเด่นขึ้นมากลางหน้าจออย่างไม่เชื่อสายตา ทั้งๆที่เมื่อกี้เขามั่นใจสุดตัวว่าตัวเองพึ่งทำประตูให้เกาหลีได้ แต่แล้วทำไมธงที่ลอยขึ้นมามันถึงเป็นธงฝรั่งเศสล่ะ ทำไมฝรั่งเศสถึงได้ประตูล่ะ มีการเปลี่ยนโกลกันตอนที่เขากำลังวิ่งอยู่กลางสนามเหรอ หรือว่าโกลมันเปลี่ยนกันทุกๆห้านาที ถ้าวิ่งไปอีกฝากไม่ทันก็ต้องวิ่งย้อนใหม่ หรือว่า...
ขณะที่คุณซุปเปอร์สตาร์กำลังนั่งหน้ามึนอยู่ จุนซูก็เอื้อมแขนไปกดสวิชปิดเครื่องเกมส์พร้อมกับใช้มืออีกข้างกดปิดทีวี เปลี่ยนให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบและพ่อหนูจุนซูก็ซุกหน้าลงกับหมอนใบโต เตรียมท่าจะนอนเพราะเขาเบื่อที่จะเล่นเกมส์ตอนสายกับพี่ยุนโฮแล้วล่ะ
“จุนซูปิดเกมส์ทำไมน่ะ” ยุนโฮถามทั้งๆที่มือก็ยังคงถือจอยเกมส์ค้างเอาไว้อยู่
“ก็ผมเบื่อแล้วนี่ พี่ยุนโฮน่ะห่วยเกินไป เล่นด้วยแล้วไม่มันส์เลย” จุนซูพูดด้วยเสียงอู้อี้ที่ดังออกมาจากหมอน
“พี่ไม่ได้ห่วยนะ เกมส์มันยากไปต่างหาก” ยุนโฮแย้งเสียงแข็ง วางจอยเกมส์ลงกับโต๊ะแล้วก็นั่งกอดอกตีหน้าเครียด
“สมัยเนี้ย คนที่พูดแบบนั้นน่ะก็มีแต่พวกลุงๆล่ะฮะ”
“นายว่าอะไรน๊ะ~~~”
จุนซูแอบหัวเราะเบาๆกับเสียงตอบรับแบบ high pitch สุดไร้มาดของยุนโฮ นี่พี่เครียดเหรอ ผมพูดแค่เนี้ยพี่ก็เครียดแล้วเหรอครับ
“ผมบอกว่า...” จุนซูค่อยๆลุกขึ้นมานั่งพร้อมด้วยรอยยิ้มมารน้อย “ผู้ชายที่เล่นเกมส์ไม่เป็นน่ะ... ไม่แมนเลยฮะ” และเขาก็จบประโยคด้วยคำพูดสุดบาดใจยุนโฮ
เมื่อได้ยินคำพูดของจุนซู ยุนโฮก็หน้าถอดสีทันที ชายหนุ่มยกสองมือขึ้นขนาบตรงขมับของตัวเอง ก้มหน้าเครียดด้วยความวิตก “แค่เล่นเกมส์ไม่ได้... ถึงกับไม่แมนเลยเหรอ...”
“อื้อ ไม่แมนเลยจริงๆนะฮะ ถ้าเล่นไม่เป็นน่ะ สุดแสนจะไม่แมนเลยล่ะ” จุนซูพูดย้ำประโยคบาดใจซ้ำไปซ้ำมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง นี่ถ้ายุนโฮไม่เอาแต่ก้มหน้าลงไปนั่งเครียด เขาคงจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างยามที่จุนซูกำลังมีความสุขกับการได้แกล้งคนแล้วล่ะ
“แล้วแบบนี้ต้องทำยังไงชั้นถึงจะแมนล่ะ” ยุนโฮถามด้วยเสียงซีเรียส ยิ่งทำให้จุนซูสนุกกับการแกล้งยุนโฮมากขึ้นไปอีก เด็กหนุ่มเอามือขึ้นมาปิดปากกันไม่ให้ตัวเองหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะเก๊กเสียงให้เป็นปกติและก็ตอบพี่ยุนโฮไป
“พี่ก็ต้องฝึกเล่นเกมส์ให้เก่งไงฮะ”
“ไอ้ของเข้าใจยากๆนี่อ่ะนะ” ยุนโฮเหลือบไปมองเครื่องเพลย์สามอย่างเหนื่อยใจ ถ้าเล่นเจ้าเครื่องเกมส์บ้านี่ไม่เซียน เขาก็จะไม่แมน แต่ต้องทำยังไงเขาถึงจะเข้าใจเจ้าเครื่องบ้านี่ได้กันเล่า เอามายกเล่นแทนดัมเบลได้มั้ยเนี่ย~~
เซียนั่งเท้าคางมองหน้าตาคร่ำเคร่งของยุนโฮและก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างขึ้นไปอีก นี่อ่ะน่ะ... ดาราซุปเปอร์สตาร์สุดดังของเกาหลี คนที่มองเครื่องเกมส์เหมือนจะเด็กเวลาเห็นโจทย์เลขยากขนาดความยาวครึ่งหน้า A4 หน้าคนนี้เนี่ยนะ
“ไม่ยากหรอกน่า ถ้าผมสอนเดี๋ยวแป๊บเดียวพี่ก็เล่นเก่งเอง”
“งั้นเริ่มกันเลยมา”
“ไม่เอาอ่ะ” จุนซูพูดเสียงใส มองหน้ายุนโฮที่ซีดลงไปถนัดตาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร โลมาน้อยคงไม่ได้รู้ตัวเลยแหละว่าแค่เขาพูดว่า ไม่ ออกมาคำเดียวตอนนี้ ยุนโฮก็แทบจะลงไปนอนดิ้นเพราะความเครียดลงกระเพาะได้ง่ายๆเลย
“ขอร้องล่ะจุนซู อย่ามาล้อเล่นกับพี่ตอนนี้ได้มั้ย” ยุนโฮหันไปมองจุนซูหน้าเข้ม ทำซะยังกับว่าตอนนี้ตัวเองกำลังบีบค้นหาพยานในเคสที่มีคนบุกเข้ามาขโมยกกน.จากอาพาร์ทเม้นของดาราบอยแบนด์สุดดัง ทั้งๆที่ความจริงแล้ว... เขาก็แค่กำลังเครียดเรื่องหาคนสอนเล่นเกมส์เท่านั้นเองแหละ
“ผมไม่ได้ล้อเล่นซะหน่อย ก็ผมเบื่อเพลย์สามแล้วนี่ แถมพี่ก็ห่วยด้วย” จุนซูลุกขึ้นจากโซฟา เดินไปทางประตูด้วยตัวเปล่าและก็ก้มลงนั่งใส่รองเท้า
เห็นแบบนั้นยุนโฮก็รีบเดินตามจุนซูไปทันที “เดี๋ยว แล้วนี่นายจะไปไหนน่ะจุนซู เรายังพูดกันไม่จบเลยนะ”
“ผมขี้เกียจพูดแล้ว พี่ไปหยิบกระเป๋าตังค์มาสิ”
“หา...” ยุนโฮมองจุนซูที่เงยหน้าขึ้นมาทำตาแป๋วใส่เขาอย่างไม่เข้าใจ นี่สรุปพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ แล้วทำไมเขาจะต้องไปหยิบกระเป๋าตังค์ แล้วนี่จุนซูจะไปไหนของเค้ากันเนี่ย
“พี่เนี่ยลุงจริงๆเลยนะ ไม่เข้าใจผมอีกแล้วใช่มั้ยครับ”
ยุนโฮพยักหน้ายอมรับความโง่ของตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ผมเบื่อเพลย์แล้ว ถ้าพี่อยากจะให้ผมสอนเล่นเกมส์ พี่ก็ต้องไปซื้อเกมส์ที่ผมอยากเล่นมาก่อน และเพราะพี่เป็นคนอยากให้ผมสอนเพราะงั้นพี่ก็ต้องเป็นคนออกเงิน เข้าใจรึยังฮะ”
ยุนโฮเท้าคางเรียบเรียงคำพูดของจุนซูเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “งั้นนายรอชั้น 2 นาที” พูดแล้วยุนโฮก็เดินกลับไปเอากระเป๋าเงินของตัวเองโดยไม่คิดจะท้วงเหตุผลที่ไร้สาระของจุนซูเลยแม้แต่น้อย
จุนซูมองยุนโฮเดินกลับไปเอาของ ก่อนจะหันกลับมาใส่รองเท้าต่อ “ให้พี่ยุนโฮซื้อ WII ให้ดีกว่า~” ว่าแล้วโลมาน้อยก็ยิ้มกว้างออกมาเพราะความตื่นเต้นที่จะได้ซื้อเกมส์ใหม่
เฮ้อ... ดูท่าสิ่งที่จุนซูตั้งใจจะทำ คงจะไม่ได้ทำเพื่อที่จะช่วยยุนโฮ แต่เป็นการทำเพื่อสนองนี้ดของตัวเองล้วนๆเลยล่ะ -- --;;;
======= Paranoid =======
“เมื่อกี้นายว่าไงนะ” stylist หน้าสวยประจำสตูดิโอถ่ายภาพ Chapter -0- ถามด้วยโทนเสียงสุดเย็นชาไปทางผู้ช่วยช่างกล้องหนุ่มน้อยที่กำลังยืนตีหน้าซื่ออยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าสตูดิโอที่วันนี้ดูเหมือนว่าจะปิดทำการ
“วันนี้พี่ฮันยองไม่เข้าครับ ลากิจกะทันหันหนึ่งวันครับ” หนุ่มน้อยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพียงแค่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย เขาก็พอจะเดาได้ไม่ยากแล้วล่ะว่าตอนนี้พี่ฮีชอลกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนและตัวเขาเองนั้นควรจะทำอะไร
“ไอ้เจ้าบ้านั่น... คิดว่าตัวเองเป็นใคร”
“เป็นเจ้าของสตูดิโอนี้ไงครับ” แต่ถึงกระนั้น หนุ่มน้อยก็ไม่สามารถแก้นิสัยปากไวของตัวเองได้ เค้าถามมาตัวเองก็ตอบไป สุดท้ายก็ต้องสะดุ้งเฮือกให้กับดวงตากลมโตที่จ้องเขม็งมาทางเขา
“ชั้นขอให้นายช่วยตอบรึไงยูฮวาน” ฮีชอลถามเสียงเรียบ หนุ่มน้อยยูฮวานได้ยินก็หันหน้าหนีไปแต่ปากก็ยังไม่วาย...
“ก็พี่ถามนี่...” จะไปต่อปากต่อคำกะเค้าอีกนะ -- --;;;
ยิ่งคุยกับเจ้าเด็กคนนี้ ฮีชอลก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากซะจนตัวเขาเองนั้นแทบจะไม่อยากมองหน้าเจ้าหนูนี่อีกแล้ว แต่ตอนนี้ คนเดียวที่จะตอบคำถามของเขาได้ก็คือยูฮวาน...
“ฮันยองลาไปไหน”
“คราวนี้พี่อยากให้ผมตอบมั้ยครับ”
...เจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่มีวิธีพูดที่ชวนให้อารมณ์เสียที่สุดในเกาหลีคนนี้เนี่ยแหละ~!!
“แล้วตรงนี้มันมีใครยืนอยู่อีกมั้ยนอกจากชั้นกับนายน่ะ”
“ก็ไม่มี แต่เมื่อกี้พี่ยังถามโดยไม่ต้องการให้ผมตอบเลยไม่ใช่เหรอ ผมก็เลยนึกว่าคราวนี้พี่ก็คงอาจจะกำลังพูดกับตัวเองอีกก็ได้น่ะ” ยูฮวานพูดพร้อมดวงตาอันใสซื่อ แต่ฮีชอลไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างยูฮวานจะคิดอะไรไร้เดียงสาแบบนั้นจริงๆ เจ้าเด็กผีนี่ก็แค่อยากจะพูดจากวนเขาเท่านั้นแหละ ไอ้ลูกกระจ๊อกของฮันยองเอ๊ย~~
“ปาร์ค ยูฮวาน วันนี้ฮันยองลาไปไหน ชั้นถามเพราะอยากให้นายตอบ เพราะงั้นเลิกเล่นลิ้นได้แล้ว” ฮีชอลกอดอกถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ส่วนยูฮวานเองก็ตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำเช่นกันว่า “ผมไม่รู้”
“อย่ามาโกหก”
“ชริ... พี่ฮีชอลรู้ทันอีกละ” ยูฮวานหันหน้าไปทำปากบู้ เจ็บใจที่ตบตาพี่ฮีชอลไม่ได้อีกแล้ว
“ฮันยองสั่งไม่ให้นายบอกชั้นรึไงว่าเค้าไปไหนน่ะ”
“ก็ป่าว”
“แล้วทำไมนายถึงไม่ยอมตอบชั้นดีๆเล่า”
“ก็ผมไม่อยากนี่”
ฮีชอลพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับดวงตาที่ยังคงจ้องมองใบหน้าแป้นแล้นของเจ้าเด็กตรงหน้าอย่างไม่วางตา ปาร์ค ยูฮวานเป็นผู้ช่วยเพียงคนเดียวของฮันยองใน Chapter -0- เป็นเด็กหนุ่มคนที่เขาเจาะจงเลือกให้เข้ามาทำงานและก็เป็นเพียงคนเดียวที่เขายอมให้ทำงานที่สตูดิโอนี้ นี่ถ้าไม่ติดว่าหน้าตาของยฮวานถูกใจเขาแล้วล่ะก็... ป่านนี้เจ้าหนูนี่คงถูกเขาต่อยคว่ำเพราะความโมโหไปแล้วล่ะ~~
“นี่ถ้าชั้นรู้นิสัยนายมาก่อนนะ ชั้นจะไม่มีวันยอมรับนายเข้ามาทำงานที่นี่แน่”
“แต่ในเกาหลี คนที่จะทั้งหน้าตาดีถูกใจพี่และก็มีฝีมือถึงขั้นเป็นผู้ช่วยพี่ฮันยองได้ก็คงมีแค่ผมคนเดียวนี่แหละ เพราะงั้นยังไงๆพี่ก็คงจะต้องรับผมเข้าทำงานอยู่ดีแหละฮะ”
ฮีชอลกอดอกพร้อมกับบีบมือของตัวเองแน่น จริงอย่างที่ยูฮวานว่า... ในบรรดาคนที่เข้ามาสมัครทำงานที่นี่นับสิบคน ไม่เคยมีใครเลยนอกจากยูฮวานที่หน้าตาดีอยู่ในเกณฑ์ที่เขาจะยอมให้เข้ามาร่วมทำงานกับเขาและฮันยองได้ ถึงจะมีฝีมือมากแค่ไหน ถ้าหน้าตาไม่ผ่านเกณฑ์เขาก็ไม่ยอมให้ทำงานด้วย และถึงจะหน้าตาดียังไง แต่ถ้าฝีมือไม่ถึงขั้นฮันยองก็ไม่ยอมให้ทำงานด้วยเช่นกัน
แต่แล้วทำไม... คนที่มีทั้งฝีมือและก็หน้าตาถึงจะต้องนิสัยเสียถึงขั้นที่ว่าแค่คุยด้วยเพียง 5 นาทีเขาก็รู้สึกเหมือนไมเกรนจะขึ้นแบบนี้ด้วยน้า
“ขอบคุณพ่อแม่นายซะนะที่มอบยีนหน้าตาดีมาให้นายน่ะ” ฮีชอลพูดพร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมาไล่หารายชื่อของใครบางคน
ยูฮวานเขย่งเท้าขึ้นไปดูหน้าจอมือถือของฮีชอลในขณะที่ปากก็ยังพล่ามต่อไป “ผมว่าผมขอบคุณตัวเองดีกว่าที่มีเซนส์และสไตล์การแต่งตัวที่ยอดเยี่ยมซะขนาดนี้ อ้อ และก็ยังมีฝีมือในการถ่ายภาพอยู่พอตัวด้วยนะฮะ”
ฮีชอลหัวเราะเล็กน้อยในความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมของเจ้าเด็กข้างๆ เขาหันมือถือไปให้ยูฮวานดูได้ชัดๆ
“อายู...” ก่อนที่ยูฮวานจะได้อ่านชื่อเจ้าของเบอร์จนจบ ฮีชอลก็คว้ามือถือหนีซะก่อน และคุณสไตลลิสก็แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ยูฮวาน
“อยากได้มั้ย”
ยูฮวานพยักหน้าทันที
“งั้นจะตอบชั้นได้รึยังว่าฮันยองไปไหนวันนี้”
ยูฮวานพยักหน้าพร้อมกับรีบก้มลงหยิบกระเป๋าตังค์ของตัวเองขึ้นมาค้นหาบัตรอะไรบางอย่าง “พี่ฮันยองไปที่นี่ฮะ” และเขาก็ยื่นนามบัตรสีเทาที่มีตัวหนังสือสีดำใหญ่เขียนเอาไว้ว่า Paranoid
ฮีชอลรับนามบัตรนั้นมาดูใกล้ๆ เขาพลิกดูด้านหลังและเขาก็พบกับชื่อ Park Yuchun คนที่รู้สึกจะเป็น...
“นี่เป็นนามบัตรของพี่ชายผม เค้าเป็นหมออยู่ที่คลีนิกนี้น่ะฮะ”
พอมีของที่ตัวเองต้องการล่ะว่าง่ายขึ้นมาทันทีเลยนะยูฮวานเอ้ย
“พี่ชายนายเป็นหมอเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยนะ”
“ถ้าไปถึงคลีนิกแล้วพี่อาจจะไม่คิดแบบนั้นแล้วล่ะฮะ”
“ทำไมล่ะ”
“ก็ลองไปดูเองสิครับ” พูดเสร็จยูฮวานก็ยิ้มส่งฮีชอล ก่อนที่พ่อหนุ่มน้อยจะยื่นมือถือตัวเองไปให้ฮีชอล “เอาของมาแลกกันได้แล้วฮะเพราะเดี๋ยวผมต้องไปธุระต่อแล้วล่ะ”
“ธุระที่ว่า... ก็ไม่พ้นนัดกับสาวล่ะสิ” ฮีชอลหยิบมือถือของยูฮวานมาพิมพ์เบอร์ของอายูมิลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ใช่ แต่วันนี้ผมจะไปปฎิเสธเค้าล่ะ” ยูฮวานรับมือถือจากฮีชอลด้วยใบหน้าสุดแฮปปี้
“ปฎิเสธ? มาแปลกนะ ปกติถ้านายยอมนัดด้วยแล้วนายจะไม่ค่อยปฎิเสธผู้หญิงคนไหนเลยนี่นา” ในขณะที่ฮีชอลแอบตีหน้างงกับคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อย
“ก็วันนี้มันจำเป็นนี่นา”
“จำเป็น?”
“ใช่ เพราะเดี๋ยวผมต้องนัดอายูมิเที่ยว เพราะงั้นผมก็ต้องเลิกนัดกับยองฮาซะก่อนล่ะ”
ฮีชอลส่ายหัวในความมั่นใจในตัวเองแบบเกินพิกัดของยูฮวาน พึ่งจะได้เบอร์เค้าไปเมื่อกี้นี่จะโทรไปชวนเค้าเที่ยวซะแล้ว แถมยังมั่นใจมากซะด้วยนะว่าเค้าจะยอมตกลงถึงได้จะไปปฎิเสธนัดกับสาวคนก่อนแบบไร้กังวลซะขนาดนี้
พี่ชายของเด็กแบบนี้จะเป็นคนยังไงกันนะ คุณหมอยูชอนแห่งคลีนิกพารานอย... ที่แบบนั้นน่ะ ฮันยองจะไปทำไมกันนะ...
======= Paranoid =======
“มั่นใจว่าอยากจะทำแบบนี้จริงๆนะฮะชางมิน” แจจุงถามย้ำอีกครั้งหลังจากที่เขาคุยกับชางมินเรื่องปัญหาคาใจของเค้ามาได้พักใหญ่
“ครับ ผมไม่อยากจะเป็นแค่ไม้ประดับในชีวิตของคนๆนั้นแล้วล่ะฮะ” ชางมินพยักหน้า
แจจุงมองใบหน้าที่ไร้ซึ่งความลังเลของคนตรงหน้า เพื่อคนๆหนึ่งที่ไม่ใช่แม้แต่คนในครอบครัว ใครบางคนถึงกับยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงเพื่อที่ตัวเองจะได้เป็นที่สังเกตเห็นของคนๆนั้น ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้รู้เลยว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไรกับตนก็ตาม
เพื่อใครบางคนคนนั้น... ชางมินถึงกับจะยอมเปลี่ยนตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ...
“ความจริงแล้วผมไม่ค่อยอยากจะแนะนำให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครหรอกนะฮะ” แจจุงพูดขณะที่เขาเขียนโน๊ตลงในแฟ้มของชางมิน
“ทำไมล่ะฮะ”
แจจุงละสายตาขึ้นมามองชางมินครู่หนึ่ง “การทำอะไรเพื่อคนอื่นน่ะ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะฮะ ยิ่งเป็นการเปลี่ยนตัวเองด้วยแล้ว... แรงผลักดันที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างกับชีวิตของตัวเองน่ะ ถ้าเป็นการทำเพื่อคนอื่น ถ้าความรู้สึกที่คุณมีต่อเค้าหรือเค้ามีต่อคุณเปลี่ยน ซักวันแรงผลักดันนั้นก็จะหมดไป และเมื่อนั้นความเปลี่ยนแปลงแบบครึ่งๆกลางๆก็จะจบลงอยู่ที่ตรงนั้น และบางที... คุณก็อาจจะไม่สามารถกลับมายังคุณคนเดิมอย่างที่คุณเคยเป็นได้นะฮะ” ร่ายยาวจบเขาก็ก้มหน้าลงเขียนโน๊ตต่อ
ชางมินนั่งเรียบเรียงคำพูดของคุณหมออย่างตั้งใจ ถูกอย่างที่คุณหมอแจจุงว่า... การจะทำอะไรเพื่อคนอื่นน่ะไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเขาเอง การตัดสินใจครั้งนี้ก็เป็นการตัดสินใจหลังจากที่เขาทนรักซีวอนข้างเดียวมาได้เกือบหนึ่งปีเต็มๆ ตั้งแต่วันแรกที่ได้เริ่มทำงานที่ With Your Smile Dental Clinic ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักกันและเขาก็เผลอตกหลุมรักเพลย์บอยมือไวคนนี้ไปอย่างโงหัวไม่ขึ้น และตัวเองก็ไม่เคยรู้เลยว่าความรักที่ไม่เคยได้สารภาพ ความรู้สึกที่อีกฝ่ายไม่เคยรับรู้เลยนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้เขาตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพียงเพื่อจะให้อีกฝ่าย... หันมาสนใจเขาบ้าง... แม้เพียงสักนิดก็ยังดี...
การที่ซีวอนมีความสำคัญกับเขามากขนาดนี้ ตัวชางมินเองก็พึ่งจะรู้สึกตัวเช่นกัน...
“หวังว่าคุณคงจะไม่เสียใจภายหลังนะฮะ” แจจุงถามย้ำหลังจากที่เขาโน๊ตทุกอย่างลงแฟ้นของชางมินเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ชางมินพยักหน้าตอบแจจุง “ผมรักคนๆนี้มากเท่ากับที่ผมรักตัวผมเอง การเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนๆนี้ก็เป็นเหมือนการทำเพื่อชีวิตของตัวผมเองด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่เสียใจภายหลังแน่นอนฮะ”
แจจุงหลับตาลงเล็กน้อย ก่อนจะลืมมันขึ้นพร้อมกับยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่าย “ได้ยินแบบนั้นผมก็สบายใจฮะ งั้นผมก็ขอฝากตัวในฐานะคุณหมอที่จะมาช่วยคุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครบางคนๆนั้นนะฮะชางมิน” หนุ่มผมทองผายมือไปทางชางมิน
ชางมินยิ้มตอบแจจุง และก็จับมือของคนตรงหน้าด้วยความเต็มใจ “ครับคุณหมอแจจุง ผมจะตั้งใจเต็มที่เลยฮะ”
ด้วยคำพูดนั้น ชางมินเองคงจะไม่ทันได้รู้สึกตัว ว่าเพียงแค่คำพูดที่เขาพูดด้วยความมั่นใจที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อซีวอน น้ำเสียงที่มุ่งมั่นนั้นก็ต่างกับน้ำเสียงปกติของเขาราวกับเป็นคนละคน
เพียงแค่มีความรู้สึกรักซีวอน ชางมินก็เริ่มที่จะเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้... ถ้าได้รับความรักจากซีวอนตอบกลับมา ชิมชางมินคนนี้ จะเปลี่ยนเป็นคนแบบไหนกันนะ...
To Be Con ==> Case 07.2
ichi's Talk ==>
Post ครั้งที่ล้านนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
อ๊าคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค
(คนเขียนคลั่งไปแล้ว)



ก็มีฟิคมาให้อ่านอะไรจะสุขีปาน^^
ชางมินจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อวอน
ว่าแต่ป๋าฮันไปทำไรที่คลินิกอ่ะลืมไปแล้ว
เด่วย้อนกลับไปอ่านใหม่ดีกว่า
#1 By BeautyCin (58.9.130.151) on 2007-10-21 20:44