UN-expected :: Main Dish Cut
posted on 14 Aug 2007 22:17 by ichinofix in SP-Ficichi's note ==>
UN-expected ยังไม่จบนะค้าบบบบบบบบบ
Title: UN-expected
Part : Main Dish Cut
Author: ichi
Fandom: Super Junior
Pairings: Kibum x Donghae
Rating: PG-13
Note : เห็นคนเขียนฝรั่งเค้าทำมั่ง เราเลยอยากทำด้วย 555 XD
เมื่อ 5 นาทีก่อนหน้านี้ผมพึ่งบอกไปว่าผมรำคาญ ลี ทงเฮ ตั้งแต่แรกพบ แต่ตอนนี้... ผมว่าผมมีคนที่ผมรำคาญเพิ่มขึ้นอีกคนแล้วล่ะครับ
แล้วสรุปนายก็จะอ้างว่าเพราะนายต้องหลบเค้า นายเลยขับลูลู่ไปข่วนกับฟุตบาทน่ะเหรอ ชายหนุ่มหน้าเรียวพูดด้วยเสียงเรียบที่ให้ความรู้สึกเย็นจนเสียวสันหลังวาบ ถึงจะไม่ได้ออกอาการด้วยการตะคอกระบายอารมณ์โมโห แต่วิธีการพูดด้วยโปกเกอร์เฟสแบบนี้น่ะ ผมว่ามันคงจะยิ่งทำให้ทงเฮกลัวหัวหดมากขึ้นเป็นกองเลยล่ะ
ก็แล้วพี่จะให้ผมขับชนคิบอมเค้ารึไงเล่า... ทงเฮที่นั่งคุกเข่าคุยอยู่ตอนนี้ก็ยังคงดูหมดทางสู้เหมือนตอนเริ่มคุยกันไม่มีผิด เริ่มมาผมก็เห็นแล้วว่าทงเฮน่ะหางจุกตูดแค่ไหนที่เห็นสีหน้าของพี่ทึกกี้ของเขาเมื่อพี่เขาเปิดประตูออกมารับและก็สังเกตเห็นรอยข่วนบนลูลู่ได้ทันที ไม่ทันที่ทงเฮจะได้อธิบาย พี่ทึกกี้ของเขาก็ชิงโกรธไปก่อนซะแล้ว เพราะงั้นไม่ต้องหวังว่าการใช้ผมเป็นข้ออ้างจะทำให้ชายคนนี้ยอมรับรอยข่วนนี้ได้ง่ายๆเลย ผ่านมาแล้ว 30 นาที ผมก็ยังไม่เห็นว่าคนตรงหน้าจะมีทีท่าจะยอมยกโทษให้ทงเฮเลย ตรงกันข้าม.. ผมว่าเรื่องมันคงจะจบที่การโอนค่าซ่อมสีลูลู่บวกเข้ากับค่าเช่าห้องเดือนนี้ของทงเฮ และเขาก็จะเก็บเงินเพื่อที่จะไปช่วยมัฟฟิ่นของเขาได้ช้าเลย และเขาก็จะ...
เอ่อ... แล้วผมจะสนใจอะไรกันล่ะ ไร้สาระจะตาย -- --;;;
คิบอมที่ว่าน่ะ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่ พี่ทึกกี้หันมามองผมที่นั่งขัตมาทอยู่ข้างๆทงเฮ เพราะคนๆนี้เวลา 30 นาทีที่ผมตั้งไว้ให้ทงเฮจึงกำลังค่อยๆหมดไปอย่างไร้ค่า เพราะคนๆนี้ผมจึงกำลังจะไปนัดของผมสายอย่างไม่มีทางเลือก เพราะเจ้าคนแปลกหน้าที่เอาแต่สนใจลูลู่บ้าบอของตัวเองแบบไม่คิดจะสนใจคนอื่นรอยกายเลยคนนี้... ฮึ่มมมมมม
ถ้าผมบอกว่าสมองของผมได้รับการกระทบกระเทือนจากแรงกระแทกแล้วพี่จะเชื่อมั้ยล่ะครับ
ทงเฮหันขวับมามองผมทันทีด้วยใบหน้าซีดเผือด สำหรับทงเฮ ตอนนี้พี่ทึกกี้ก็คงจะเป็นเหมือนขวดโค้กที่ถูกเขย่าก่อนดื่มและพร้อมที่จะระเบิดปุ้งออกมาได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับผมเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนแปลกหน้าที่ไร้ค่าคนหนึ่งหรอกฮะ
ถ้าผมบอกว่าตอนนี้ผมปวดหัวเจียนตายแต่กำลังพยายามทนเจ็บเพื่อรอให้พี่เทศน์ทงเฮจบก่อนแล้วค่อยพาผมไปโรงพยาบาล... พี่จะเชื่อผมมั้ยครับ
นายนี่บ้าหรือโง่กันนะ
เอ๊ะ...
ขณะที่ผมกำลังตกใจกับประโยคที่ผมได้รับกลับมาอยู่นั้น พี่ทึกกี้ก็เดินเข้ามาฉุดให้ผมลุกขึ้น และเขาก็ฉุดให้ผมเดินตามเขาเข้าไปที่ห้องนอนของใครบางคนก่อนจะผลักผมลงนอนตรงกลางเตียงอย่างไม่สนใจว่าผมนั้นเป็นคนเจ็บที่ทงเฮพร่ำบอกอยู่เลยแม้แต่น้อย
พี่คิดจะทำอะไรผมน่ะ
ก็หาที่ให้คนปวดหัวนอนพักไง
หา...
ก็ชั้นน่ะยังเทศน์ทงเฮไม่จบซะด้วยสิ เพราะงั้นนายก็นอนรอในห้องนี้ไปก่อนละกันนะคิบอม และก็อย่าดิ้นให้มากนักล่ะ ถ้าสมองจะได้รับการกระทบกระเทือนมากกว่าเก่าก็อย่าหาว่าคนหล่อไม่เตือนละกันนะ
พี่ทึกกี้จบประโยคด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะน่าหงุดหงิด เสร็จแล้วเขาก็ปิดประตูห้อง ทิ้งผมไว้ในห้องนอนของใครก็ไม่รู้ด้วยความไม่เต็มใจ แต่สิ่งที่มันน่ารำคาญยิ่งกว่านั้นน่ะ มันก็คือตอนนี้ผมเริ่มจะปวดหัวตึ้บๆขึ้นมาซะจริงๆแล้วสิ
โธ่เว้ย... วันนี้มันวันอะไรกันนะ อะไรๆก็ดูเหมือนจะไม่ได้อย่างใจไปซะทุกอย่าง แผนการที่ตั้งใจจะทำวันนี้ต้องมาเหลวเพราะใครก็ไม่รู้ที่ขับรถมาเฉี่ยวผมแถมยังจะฉุดผมให้เข้ามายุ่งกับเรื่องน่ารำคาญที่ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลยนี่อีก เสื้อก็เปื้อน ปวดหัวก็ปวด แล้วไหนจะไอ้คุณพี่ทึกกี้ที่ทำเป็นแสยะยิ้มมีชัยเยาะเย้ยกันเมื่อกี้นี่อีก โอ๊ยยยยยยยยยยย ทำไมวันนี้ผมถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนยังงี้นะเนี่ย~~
ผมทิ้งตัวลงนอนด้วยความหงุดหงิดที่แทบจะระเบิดออกมาราวกับภูเขาไฟที่ลาวากำลังเอ่อล้นออกมาอยู่ตรงปากปล่องแล้วเรียบร้อย แต่แล้วอยู่ๆผมก็สังเกตเห็นภาพแปลกๆ 4 ใบที่ถูกแปะไว้ตรงเพดานเหนือเตียง มันเป็นรูปถ่ายของท้องฟ้า ใบแรกเป็นรูปท้องฟ้ายามเช้าที่ถ่ายจากชั้นดาดฟ้าของตึกที่มีแสงของดวงตะวันลอดผ่านเสื้อผ้าตากเอาไว้ แสดงให้เห็นถึงแสงเงาที่ดูอบอุ่น ใบที่สองเป็นรูปท้องฟ้ายามเที่ยงที่ถ่ายออกมาจากหน้าร้าน McDonald โดยมีป้ายร้านติดอยู่ตรงขอบรูป เป็นรูปท้องฟ้าธรรมดาที่ดูน่าสนใจขึ้นมาด้วยองค์ประกอบเล็กๆเพียงจุดเดียว ใบที่สามเป็นรูปท้องฟ้ายามเย็นที่มีว่าวกำลังลอยละล่องอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม แสดงให้เห็นถึงการจับความเป็นธรรมชาติมาใส่ในรูปภาพด้วยวิธีที่ง่ายและธรรมดาที่สุด และใบสุดท้ายเป็นรูปที่ถ่ายจากหน้าต่างห้องนอนของใครบางคนที่เขาจงใจถ่ายให้เห็นถึงความแออัดของตึกรามที่ขึ้นกันแน่นจนแทบจะมองไม่เห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงระยิบระยับของหมู่ดาว
ภาพทั้งสี่ใบเป็นเพียงรูปถ่ายของท้องฟ้าที่ไม่ได้มีการแต่งภาพใดๆ แต่ละภาพล้วนเป็นภาพที่เหมือนจะถูกถ่ายจากสถานที่จริงโดยไม่มีการจัดฉาก และกว่าจะถ่ายรูปแต่ละใบได้นั้น ตัวคนถ่ายเองก็คงจะต้องใช้เวลากับการถ่ายภาพนั้นๆพร้อมกับให้ความสำคัญกันองค์ประกอบรอบๆตัวอย่างพิถีพิถัน จนภาพถ่ายท้องฟ้าธรรมดาๆทวีความน่าหลงใหลจนผมถึงกับนั่งมองมันได้เกือบ 5 นาที
ใช่... เวลาของผมผ่านไปแล้วอีก 5 นาที ผ่านไปโดยไม่มีวี่แววว่าการเทศนาของพี่ทึกกี้จะจบลงในอีกไม่ช้า เวลาของผมต้องไร้ค่าไปอย่างไม่มีกำหนดเพราะตอนนี้ผมเองก็ปวดหัวจนขี้เกียจจะออกไปโวยวายให้ทงเฮไปส่งผมตามที่ตกลงกันไว้แล้วล่ะ ถ้าออกไปแล้วผมก็คงจะต้องต่อปากต่อคำกับพี่ทึกกี้อีก แล้วทงเฮก็คงจะเหวอจนทำอะไรไม่ถูกได้แต่นั่งหน้าซีดไม่รู้จะยอมหือพี่ทึกกี้หรือยอมโดนเทศน์เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มดี
แต่ไม่ว่าจะทางไหน ผมก็คงจะต้องเสียเวลาอีกไม่น้อยไปกับการทะเลาะไร้สาระพวกนั้น เพราะงั้นผมขอเลือกที่จะนอนอยู่ในห้องนี้เงียบๆเพื่อรอให้พี่ทึกกี้เค้าได้เทศน์ทงเฮจนพอใจดีกว่า เพราะยังไงกลิ่นของห้องนี้ก็เป็นกลิ่นที่ผมชอบ และเตียงๆนี้ก็นอนสบายดีด้วยล่ะ...
=== UN-expected ===
ตอนนี้กี่โมงแล้ว
เกือบจะ 5 โมงเย็นแล้วล่ะ
ทงเฮกระพริบตามองผมด้วยใบหน้าซื่อๆเหมือนลูกหมาทำเอาผมที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมาเมื่อครู่ถึงกับเซ็งแต่ก็ไม่ถึงกับโกรธ ก็เล่นทำหน้าเหมือนไม่รู้อะไรเลยซะขนาดนั้นนี่นะ
นายจำได้รึเปล่าว่าสัญญาอะไรกับชั้นไว้น่ะ ผมค่อยๆลุกตัวขึ้นมานั่ง หันไปก็เห็นว่าทงเฮนั้นได้มาแหมะอยู่ตรงปลายเตียงเรียบร้อยแล้ว แถมเขาก็ไม่ได้มามือเปล่าซะด้วย...
รู้ แต่ในเมื่อมันผ่านไปแล้ว นายก็ลืมมันซะเถอะนะ เขาพูดพลางใช้ผ้าขนหนูในมือเช็ดหน้าผากให้ผมโดยที่ตัวผมเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร เพราะสัมผัสเย็นๆของผ้ามันสบายดี ต่างกับคำพูดของทงเฮเมื่อครู่ที่มันขัดหูผมชะมัด
นายพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายๆเลยเนอะ ผมยิ้มบางๆให้เขา อยากจะลองดูว่าถ้าผมเออออไปกับเขาแล้วเขาจะทำยังไง
ก็มันง่ายออกนี่ ไหนๆเรื่องที่ชั้นโดนพี่ทึกกี้เทศน์มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อยู่แล้วนี่นา พูดไปทงเฮก็ไล่เช็ดหน้าให้ผมไปเรื่อย
ปล่อยให้เลยตามเลยจริงๆด้วยแฮะ นี่เป็นเพราะเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือจริงๆแล้วเขาเพียงแค่ไม่สนใจอะไรเลยกันนะ
นายนี่บ้าบอชะมัดเลยนะ
อ้าว ไหงอยู่ๆมาว่ากันงี้ล่ะ ชั้นนึกว่าถ้านายได้นอนแล้วจะตื่นมาใจดีกับชั้นมากขึ้นเพราะอารมณ์ดีขึ้นแล้วนะเนี่ย
นิสัยน่ารำคาญแบบนายถึงตายชั้นก็ไม่ดีด้วยหรอก
อ่ะ... แม้แต่คนที่เพิ่งจะได้เจอชั้นแบบนายก็เห็นว่าชั้นน่ารำคาญแล้วเหรอเนี่ย หรือว่าจริงๆแล้วชั้นจะน่ารำคาญจริงอย่างที่พี่ทึกกี้ว่ากันน้า...
ทงเฮพูดพลางละมือออกจากหน้าของผม เขาพาร่างบางของตัวเองไปนั่งตรงโต๊ะเขียนหนังสือพร้อมกับเกยคางลงกับพื้นโต๊ะนั่งไหล่เหี่ยวเหมือนหุ่นฟางที่ไร้ซึ่งไม้ค้ำ แผ่ออร่าแห่งความน้อยใจออกมาซะจนผมสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่... นายจะน้อยใจต่อหน้าชั้นทำไม นายคิดว่าชั้นจะง้อนายงั้นเหรอ?
เพราะว่าชั้นเป็นแบบนี้รึเปล่านะคนที่ที่ทำงานถึงไม่ชอบคุยด้วย ตอนเที่ยงก็เลยต้องกินข้าวคนเดียวประจำ
ทงเฮยังคงพล่ามต่อไปด้วยเสียงที่ฟังดูหดหู่มากขึ้นทุกทีๆ เขาเอียงหัวลงหนุนกับหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะพลางใช้นิ้วมือวาดวงกลมช้าๆอย่างอิดโรย
เพราะแบบนี้ชั้นถึงได้ไม่มีเพื่อน... เพราะแบบนี้ชั้นถึงได้...
พรุ่งนี้นายว่างมั้ย
ว่างสิ...
ทงเฮเงยหัวพร้อมกับหันมามองผมทันทีที่ได้ยินคำถาม ตอบทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะถามเค้าทำไม ถึงหน้าตาจะยังเซ่อๆอยู่แต่เขาก็ดูสดใสขึ้นมาทันตา เพียงแค่เพราะผมสนใจเขาขึ้นมาเท่านั้นเองเหรอ หึ... หมอนี่จริงๆแล้วก็น่ารักดีนะเนี่ย
งั้นตอนบ่ายครึ่งมาเจอชั้นที่สวนสาธารณะซันวอนละกัน แล้วชั้นจะบอกอีกทีว่าชั้นจะให้นายทำอะไรแทนที่วันนี้นายผิดนัดชั้น
ผมลุกขึ้นมาจากเตียงและก็เดินไปที่ประตู แต่ก่อนจะเดินออกจากห้องไปผมก็หันกลับไปมองทงเฮคนที่ตอนนี้กำลังนั่งกอดอกทำท่าคิดหนักอยู่ นี่คงจะสงสัยล่ะสิว่าผมจะให้เขามาเจอทำไม แต่เอาจริงๆผมก็ยังไม่รู้หรอกฮะ ผมก็แค่อยากจะหาข้ออ้างให้เขาออกมาเจอผมอีกเท่านั้นเอง
อ๊ะ... แต่ผมก็ยังคิดว่าเขาน่ารำคาญอยู่นะฮะ ผมก็แค่อยากจะรู้เท่านั้นว่าพรุ่งนี้เค้าจะทำให้ผมรำคาญได้มากขนาดไหน ไม่ใช่ว่าผมโดนออร่าเปล่าเปลี่ยวของทงเฮทำให้ใจอ่อนขึ้นมาหรอกนะ
งั้นชั้นกลับล่ะ
ให้ชั้นไปส่งมั้ย
มือที่ค้างอยู่ตรงลูกบิดประตูของผมแน่นิ่ง สายตามองไปยังทงเฮพร้อมด้วยคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากัน เจ้าลูกหมากระดิกหางดิ๊กๆพร้อมด้วยดวงตาแป๋วๆที่มองกลับมาที่ผมอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นี่นายไม่รู้อะไรเลยเหรอ ไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆเหรอทงฺเฮ
นายกำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่รึเปล่าน่ะ
เอ๋...
พระเอกน่ะเค้าไม่ให้นางเอกไปส่งถึงบ้านกันหรอกครับ
สิ้นเสียงพูดผมก็เดินออกจากห้องไป ถึงผมจะสังเกตเห็นว่าทงเฮตั้งใจจะพูดอะไรต่อผมก็ไม่อยู่ฟัง คนไม่รู้อะไรเลยอย่างทงเฮน่ะ อธิบายไปผมก็คงจะเป็นฝ่ายหงุดหงิดขึ้นมาเอง แบบนั้นสู้ปล่อยให้เค้าไม่รู้อะไรแล้วมองผมตาแป๋วเหมือนเดิมซะยังจะดีกว่า
-- ปึ้ง --
ภายหลังประตูที่พึ่งถูกปิดลงไป ทงเฮเอียงคอด้วยความงงให้กับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน เอียงไปเอียงมาหัวของเจ้าลูกหมาก็โขกเข้ากับโคมไฟโครเมี่ยมของตกทอดที่ได้รับมาจากพี่ทึกกี้และก็พาลโดนปลายแหลมที่เป็นดีไซน์สุดเฉียบของเจ้าโคมไฟอันนี้จิ้มแก้มเข้าให้ ความเจ็บจี๊ดทำเอาพ่อหนุ่มสะดุ้ง และก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
คิดเข้าข้างตัวเองไปแล้วทงเฮ ที่คิบอมพูดน่ะ เค้าก็แค่พูดประชดนาย เค้าไม่ได้พูดเพราะเค้าสนใจนายหรอกน่า...
นิสัยน่ารำคาญแบบนายถึงตายชั้นก็ไม่ดีด้วยหรอก
ก็คิบอมน่ะ... เค้ารำคาญนายซะขนาดนั้นนี่นา...
=== UN-expected ===
สมุดโน้ตในมือของผมว่างเปล่า มือซ้ายของผมก็ยังคงถือดินสอค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อสองชม.ที่แล้ว สิ่งที่ผมตั้งใจจะทำตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ทำ ผมยังไม่ได้เริ่มเขียนต้นฉบับของเดือนนี้เลยซักบรรทัด แม้แต่ไอเดียที่จะเขียนเรื่องก็ยังไม่ได้เริ่มร่าง
ผมหงุดหงิด เบื่อตัวเองที่กำลังเฝ้ารอ เซ็งตัวเองที่จดจ่ออยู่กับนัดที่ตัวเองเป็นคนตั้งขึ้นเมื่อวานและก็พาลไม่มีสมาธิจะทำอะไรอย่างอื่นอีกเลยนอกจากนั่งรอการปรากฏตัวของทงเฮ เขาจะมาด้วยใบหน้ายังไงกันนะ จะยิ้มแย้มเหมือนเมื่อวานรึเปล่า หรือจะหงอยเพราะเขาตรงมาจากที่ทำงานที่ไม่มีใครคุยด้วย เขาจะแต่งตัวมายังไง จะใส่เสื้อยืดสีอะไร ใส่กางเกงแบบไหน แล้วจะใส่หมวกกันน็อครึเปล่า...
คิบอม~
อ้าว... ไม่ได้ใส่แฮะ
ไม่ได้ขับลูลู่มาเหรอ ผมวางสมุดโน้ตลงข้างตัว หันไปมองทงเฮที่เดินยิ้มแย้มมาหาผมพร้อมกับของพะรุงพะรังเต็มตัว ไหนจะถุงระดาษใบใหญ่ในมือซ้าย ถุงพลาสติกใบเล็กอีกสองสามใบในมือขวา ส่วนตรงคอก็มีกล้องถ่ายรูประบบ analog ห้อยเอาไว้อยู่ นี่ถ้าเขาสวมหมวกกันน็อคมาด้วย ผมว่าคนทั่วไปต้องมองเขาเป็นบ้าหอบฟางแน่ๆเลยฮะ
วันนี้พี่ทึกกี้ขับลูลู่ไปหาแฟนเค้าน่ะ อ้ะ อันนี้พี่ทึกกี้เค้าทำมาให้ล่ะ ทงเฮยื่นถุงกระดาษมาทางผมก่อนจะจัดแจงวางสัมภาระอย่างอื่นและก็นั่งลงข้างๆผมที่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นใหญ่ที่ผมนั่งอู้อยู่
อะไรน่ะ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าผมหลังจากที่ผมเปิดถุงที่ได้รับจากทงเฮออกดูก็คือ... ข้าวกล่อง... เห...
ไม่ต้องตกใจหรอก พี่ทึกกี้เค้าทำให้ชั้นทุกวันแหละ
ข้าวกล่องน่ะเหรอ
อื้อ แต่พอชั้นบอกเค้าว่าวันนี้ชั้นจะมาเจอคิบอมด้วย เค้าก็เลยทำเยอะกว่าปกติแล้วก็บอกว่าให้เอามาแบ่งกันกินล่ะ อ้ะ คิบอมกินชิ้นนี้
ผมมองคิมปับในมือของทงเฮพร้อมกับความมึนงงที่ยังไม่ลดน้อยไปกว่าเมื่อครู่ อิมเมจนี้ของพี่ทึกกี้น่ะค่อนข้างจะต่างจากอิมเมจที่ผมวาดเอาไว้อยู่พอสมควรเลยนะ พี่ทึกกี้ที่เมื่อวานนั่งบ่นทงเฮเป็นชม.ๆเพียงเพราะทงเฮทำให้ลูลู่ของเขาเป็นรอย ไม่นึกเลยว่าจะมีนิสัยแม่บ้านแบบนี้ด้วย แถมยังใจดีทำมาเผื่อผมอีกต่างหาก คนเราเนี่ยมองแต่หน้าไม่ได้จริงๆเลยนะฮะ
ใจดีผิดกับเมื่อวานเลยเนอะ
คิบอมเองก็พูดกับชั้นดีผิดกับเมื่อวานเหมือนกันแหละ
อ่ะ... นั่นมันเพราะ... ขณะที่ผมกำลังตกใจเพราะคำพูดแปลกๆของทงเฮอยู่นั้นเอง ประสาทรับรสของลิ้นขมตรงโคนลิ้นของผมก็เกิดปฏิกิริยากับรสชาติพิลึกของคิมปับที่ผมกำลังเคี้ยวอยู่ในปาก คิมปับน่ะมันขมจนเฝื่อนอย่างนี้เลยเหรอ ถึงจะบอกว่าใส่เครื่องปรุงพลาดก็เถอะ มันจะขมจนเหมือนกับว่าผมกำลังเคี้ยวยาเม็ดแบบนี้เลยเหรอ
เป็นอะไรไปน่ะคิบอม ไม่อร่อยเหรอ ทงเฮถามพลางเคี้ยวคิมปับในมืออย่างเอร็ดอร่อย
ก็คิมปับก้อนนี้มัน... ก่อนที่ผมจะได้พูดจนจบ ผมก็สังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมในก้อนคิมปับของผม ซึ่งมันก็คือ... เศษอีกครึ่งหนึ่งของเม็ดยาสีขาว
ที่บอกให้เอาก้อนนี้ให้คิบอมก็เพราะอย่างนี้เองเหรอเนี่ย
หา... ผมหันขวับไปทางทงเฮที่พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นายรู้อะไรของนายคนเดียวล่ะเนี่ย
ก็พี่ทึกกี้เค้าบอกชั้นว่าให้เตือนนายกินยาแต่ไม่นึกว่าพี่เค้าจะใส่มาในคิมปับนะเนี่ย ช่างคิดจังแฮะพี่ทึกกี้
นายก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยงั้นเหรอ
เอ๊ะ...
ทั้งๆที่ผมทำหน้าเหยเกเพราะรสชาติอันสุดจะทนของการเคี้ยวยาเม็ด แต่ทงเฮกลับมาทำสีหน้าตื่นเต้นกับแผนการของพี่ทึกกี้ คนที่ยังตั้งใจจะแกล้งผมไม่เลิกตั้งแต่เมื่อวาน...
ก็หาที่ให้คนปวดหัวนอนพักไง
ที่แท้นายก็รวมหัวกับพี่ทึกกี้แกล้งชั้นสินะ จริงๆแล้วนายมันก็น่ารำคาญจริงๆด้วย เพราะแบบนี้น่ะสินายถึงได้ไม่มีคนคบ ไม่มีใครคุยด้วย โด่เอ้ย...
อ้าว... แล้วนั่นเป็นไร ยามันขมมากเลยเหรอ กินน้ำมั้ยคิบอม
ด้วยหางตา ผมเห็นทงเฮยื่นขวดน้ำมาให้ผม แต่คิดเหรอว่าทำแค่นั้นแล้วผมจะหายแคลงใจน่ะ แค่ยื่นน้ำให้... เท่านั้นน่ะนะ~!!
แล้วทำไมต้องหันหน้าหนีชั้นแบบนั้นด้วยล่ะ ชั้นทำอะไรผิดเหรอ
แล้วคิดเหรอว่าทำเสียงอ่อยแล้วชั้นจะใจอ่อนกับนายเหมือนเมื่อวานน่ะ คิดอะไรตื้นๆเกินไปแล้วน่ะทงเฮ
คิบอม... อย่าเมินชั้นแบบนี้ดิ๊... โกรธอะไรชั้นก็บอกมาดีๆก็ได้นี่นา
แล้วทีนี้ก็มาทำเสียงหงอย คิดเหรอว่าทำแบบนี้แล้วชั้นจะหายโกรธน่ะ
นายอย่า...
-- อ้ำ --
ขณะที่ผมกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่างเสียงของผมก็เงียบหายไปพร้อมกับปากของทงเฮที่ปิดสนิทลงหลังจากที่เขากินคิมปับสอดไส้พาราเซทตามอลที่เหลืออยู่ในมือของผมจนเกลี้ยง รู้ทั้งรู้ว่าถ้ากินเข้าไปแล้วตัวเองต้องหลับตาปี๋อดทนเคี้ยวคิมปับรสชาติสุดจะเฝื่อนลิ้นลงคอไปอย่างยากลำบากเขาก็ยังจะ...
นายจะกินทำไมน่ะ คายออกมาซี่ ผมเขย่าตัวทงเฮที่ยังคงหลับตาปี๋ ส่ายหัวไปมาก่อนจะค่อยๆกลืนคิมปับที่ผมรู้ดีว่ารสชาติมันแย่แค่ไหนลงคอไปช้าๆ เสร็จแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองผม
ทีนี้หายโกรธแล้วยัง คุยกับชั้นได้แล้วนะ ดวงตาใสซื่อมองมาทางผมโดยไม่มีความรู้สึกคลางแคลงใจที่ตัวเองต้องทนกินคิมปับรสชาติแย่ๆเมื่อครู่เพียงเพื่อจะให้ใครบางคนกลับมาคุยกับตัวเองเหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย
ทงเฮ... ทำไมถึงไร้เดียงสาได้ขนาดนี้นะ การกระทำของเขามันช่างซื้อบริสุทธิ์ซะจน... ผมหงุดหงิด -- ---;;;;
ทำไมนายต้องทำอะไรบ้าๆแบบนี้เพียงเพราะอยากให้ใครซักคนคุยกับนายด้วยนะ งี่เง่าชะมัด ผมหันมาหยิบคิมปับชิ้นอื่นกินต่อโดยที่ผมไม่ลืมที่จะตรวจหาเม็ดยาพาราสีขาวก่อนรับประทานแล้วเรียบร้อย
ไม่ใช่ใครซักคนซักหน่อย... เพราะว่าเป็นคิบอมต่างหากชั้นถึงทำน่ะ ทงเฮเองก็เริ่มกินคิมปับต่อโดยที่ไม่ได้เอะใจเลยว่าคำพูดของเขากำลังทำให้คิมปับที่กำลังจะไหลลงคอของผมเกิดติดกลางทางและผมก็สำลักคิมปับขึ้นมากะทันหัน
เขารู้ตัวมั้ยว่าตัวเองเพิ่งจะพูดอะไรออกมาน่ะ พูดยังกับสาวๆเวลาที่เพ้อถึงคนที่ชอบไปได้น่ะ
แค่ก แค่ก
แล้วนี่สำลักอะไรอีกล่ะ อ๊ะ หรือว่าต้องให้ชั้นสำลักด้วยนายถึงจะยอมคุยกับชั้นน่ะคิบอม
อ่ะ... กวนนักนะ เห็นเรื่องที่ชั้นโกรธนายมันเป็นแค่เรื่องเล่นๆงั้นเหรอห๊ะทงเฮ~~
เออ แน่จริงก็ทำเด่ะ หรือต้องให้ชั้นช่วย ได้ งั้นกินนี่ให้หมดเลยนะ นี่ด้วย นี่ด้วย~~ ผมหยิบคิมปับจากในกล่องยัดเข้าปากทงเฮสามชิ้น แถมท้ายให้ด้วยบริการใช้มือปิดปากกันไม่ให้เค้าคายมันออกมา
อื้อ... อิ๊ออม เอี้ยวไอ้อ้ายแอ้วววว (อื้อ... คิบอม เคี้ยวไม่ได้แล้วววว) ทงเฮพยายามจะดันมือของผมออกแต่ในขณะเดียวกันเค้าก็พยายามจะเคี้ยวคิมปับในปากทั้งหมดนั่น นี่จะขัดขืนหรือจะสมยอมเลือกเอาซักอย่างได้มั้ยทงเฮ
อยากจะสำลักไม่ใช่เหรอ ชั้นก็กำลังช่วยนายอยู่นี่ไง
อั๊นไอ้อ้ายอากไอ้อ้วยอ๊ะอ่อย... (ชั้นไม่ได้อยากให้ช่วยซะหน่อย...)
พูดขณะกำลังเคี้ยวน่ะเป็นมารยาทที่ไม่ดีเลยนะทงเฮ
อิ๊ออมอ้อเอิกแอ้งอั๊นอิ๊ (คิบอมก็อย่าแกล้งชั้นดิ๊)
ช้าไปแล้วล่ะทงเฮ เคี้ยวอีกไม่กี่คำนายก็กลืนได้แล้ว เอาสู้ๆ
อู้อาย... (สู้ตาย...)
-- อึ้ก --
เอ้านี่
ขอบใจนะ
ทงเฮรับขวดน้ำที่ผมยื่นให้เขา ยิ้มหวานก่อนจะดื่มมันลงคอไปช้าๆโดยมีผมนั่งมองด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด
ไม่สิ... มันยิ่งกว่าประหลาดแล้ว~ นี่ผมเป็นบ้าอะไรไปแล้วถึงได้มานั่งมองทงเฮดื่มน้ำอยู่แบบนี้เนี่ย~~ เมื่อกี้ผมยังโกรธเค้าอยู่เลยไม่ใช่รึไง~~~
แล้วนั่นเป็นอะไรไปอีก คิ้วขมวดผูกเป็นโบว์แล้วน่ะ ทงเฮถามด้วยนิ้วชี้ที่เขาใช้จิ้มกลางหน้าผากผมเล่น
ผมปัดมือของเขาออกไปและก็หันไปมองทางอื่น... รู้สึกแปลกๆที่ตัวเองเหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่างจากสัมผัสจากทงเฮ ถึงแม้มันจะเป็นเพียงแค่ปลายนิ้วก็ตาม...
-- แชะ --
ทำอะไรของนายน่ะ
ทำงาน
งานที่ว่าของทงเฮคือการใช้กล้อง analog ตัวเป้งยี่ห้อ Nikon ถ่ายหน้าเซ็งชีวิตของผม รูปแบบเนี้ยจะถ่ายไปทำไมกันนะ
นายทำงานเป็นช่างกล้องเหรอ ผมเท้าคางมองไปทางทงเฮโดยแอบยิ้มมุมปากให้กับท่าถือกล้องอย่างชำนาญที่ดูขัดกับบุคลิคของเขาในสายตาของผมอยู่มาก
อื้อ แล้ววันนี้ชั้นก็ว่าชั้นได้แบบถ่ายภาพแล้วล่ะ คิบอมมองทางนั้นไว้นะ
นายบอกให้ชั้นมองทางนั้นแล้วนั่นนายจะไปถ่ายอะไรล่ะ ผมถามเมื่อเห็นทงเฮเล็งหน้ากล้องไปในทางที่ตัวผมไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลาง
แบบนี้แหละ อาร์ทสุดๆ พูดจบทงเฮก็กดถ่ายทันที -- แชะ ไม่มีการนับ 1 2 3 ไม่มีการบอกล่วงหน้าว่าจะถ่ายแล้ว นี่เขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ๆก็จะให้ผมเป็นแบบให้ แล้วพอนึกอยากจะถ่ายก็ถ่ายเอาซะดื้อๆ ผมไม่ใช่นายแบบโนเนมที่จะต้องมาทำตามทุกอย่างที่ช่างภาพถ่ายเพื่อที่จะดังนะจะบอกให้
ไม่ต้องถ่ายแล้ว ชั้นอนุญาตให้นายถ่ายแค่รูปเดียว ผมพูดอย่างรมณ์บ่จอย ทั้งๆที่กำลังอารมณ์ดี แต่ไม่ถึงนาทีทงเฮก็ทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว
อ้าว... ไมอ่ะ... รูปหน้าคิบอมเหมาะกับการเป็นแบบถ่ายรูปมากเลยนะ ถ่ายออกมาแล้วดูดีสุดๆเลยด้วยนะ ขอถ่ายอีกหน่อยไม่ได้เหรอ นะๆๆๆ ทงเฮเริ่มเซ้าซี้ด้วยเสียงง้องแง้งเหมือนเวลาลูกหมาขออาหาร ดูท่าเขาคงจะไม่รู้ตัวอีกแล้วล่ะว่าผมกำลังหงุดหงิดเขาเรื่องอะไร เฮ้อออออ นี่นายจะตามอารมณ์ชั้นทันซักครั้งได้มั้ยเนี่ย
ดูดีขนาดนั้นเลยเหรอ เอามาดูหน่อยสิ
ให้ดูไม่ได้หรอก
อ้าว...
ก็กล้องชั้นมันเป็นระบบใช้ฟิล์ม ถ้าจะดูรูปก็ต้องล้างเอาอย่างเดียวน่ะ
ผมพยักหน้าหงึกๆไปตามทงเฮที่นั่งอธิบายพร้อมนิ้วชี้ที่ชูขึ้นมาประกอบท่าคุณครู เขาเห็นผมเป็นเด็ก 5 ขวบรึไงกันนะถึงต้องแอ๊คท่าประกอบซะขนาดนั้น แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นพอสมควรเพราะงั้นผมจะยอมยกโทษให้เขาครั้งนึงก็ได้
งั้นถ้าถ่ายเสร็จแล้วอย่าลืมล้างรูปมาให้ชั้นดูด้วยล่ะ ผมหยิบสมุดกับดินสอของตัวเองขึ้นมา นั่งพิงลำต้นของต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง ก่อนจะเริ่มเขียนอะไรบางอย่างลงบนสมุด
แล้วนี่นายทำอะไรน่ะ งานเหมือนกันเหรอ ทงเฮถามพลางชะโงกหัวมาดูสิ่งที่ผมเขียนลงไปในสมุด
ผมยกมือซ้ายขึ้นไปปิดหน้าเขา ต้นฉบับน่ะไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะอ่านก็อ่านได้นะ
เอ๋... คิบอมเป็นนักเขียนเหรอ~~ จริงอ่ะ เขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรเหรอ น่าตื่นเต้นจัง~ ทงเฮจับมือของผมพร้อมกับร้องอย่างสนอกสนใจในเรื่องของผมมากซะจนเสียงของเขานั้นเริ่มจะหนวกหูขึ้นมา นิ้วมือของทงเฮบีบกระชับฝ่ามือของผมอย่างแนบแน่นแสดงออกถึงความจริงใจในสิ่งที่เขาพูด ดูท่าเขาจะตื่นเต้นเรื่องที่ผมเป็นนักเขียนจริงๆแฮะ...
ก็... เขียนเรื่องสั้นธรรมดาๆนั่นแหละ ผมบอกปัดเขาไป ไม่ใช่ว่าผมเริ่มรำคาญเขาขึ้นมาอีกหรอกนะ แต่ผมแค่ไม่รู้จะอธิบายงานของตัวเองยังไงต่างหาก ผมก็เป็นแค่นักเขียนที่มีงานประจำคือการเขียนเรื่องสั้นรายสัปดาห์ส่งให้กับแมกกาซีนเล่มนึง... ก็เท่านั้นเอง
โห แต่แค่นั้นก็เก่งแล้วนะสำหรับคนที่แค่จะเขียนเรียงความส่งอาจารย์ยังหืดขึ้นคอแบบชั้นน่ะ
นั่นเพราะนายไม่มีฝีมือเองต่างหาก
สัมผัสอบอุ่นที่มือของผมถูกผละออกไปพร้อมด้วยใบหน้าช็อคสุดขีดของคนฟังที่ดูจะตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่ได้ยิน
ไม่เห็นจะต้องพูดตรงขนาดนั้นเลยนี่นา ทงเฮพูดเบาๆ ลูบกล้องของตัวเองไปมาด้วยสายตาละห้อย ชั้นน่ะ... มันก็มีดีแค่ถ่ายรูปเท่านั้นน่ะแหละ...
เฮ้ออออ ทำไมถึงเป็นคนที่เปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วขนาดนี้นะทงเฮเนี่ย แป๊บๆก็ร่าเริง แป๊บๆก็หงอย แล้วเดี๋ยวก็กลับมาร่าเริงใหม่ เสร็จแล้วก็จะกลับไปหงอยอีก ซ้ำไปซ้ำมาจนตัวผมเองก็ปรับอารมณ์ไม่ทันแล้วนะ ผมรำคาญเขาจนตอนนี้เริ่มชินแล้วล่ะ และผมก็คิดว่าทงเฮน่ะ... เหมาะกับรอยยิ้มมากกว่าสีหน้าเศร้าๆนะ
มีดีแค่อย่างเดียวน่ะเค้าเรียกว่าความสามารถพิเศษไม่ใช่รึไง ผมพูดโดยไม่ละสายตาจากสมุดที่กำลังเขียนอยู่
ความสามารถพิเศษ... งั้นเหรอ... ทงเฮทวนคำพูดของผมเบาๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มดีใจ
ผมแอบมองเขาเงียบๆ แปลกนะที่คำพูดของผมสามารถส่งผลกระทบกับใครบางคนได้มากขนาดนี้ เปรียบแล้วทงเฮก็เป็นเหมือนกระดาษลิตมัสที่จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงและน้ำเงินตามปริมาณกรดที่มันได้รับได้อย่างทันควัน ส่วนตัวผมเองก็เป็นเหมือนกรดที่คอยเปลี่ยนสีให้กระดาษลิตมัสแผ่นนั้น
ทั้งๆที่เราสองคนเพิ่งจะรู้จักกันได้เพียงสองวัน ทำไมทงเฮถึงจะต้องให้ความสำคัญกับคำพูดและการกระทำของผมมากขนาดนี้ด้วยนะ แล้วเขาจะเป็นแบบนี้... แค่กับผมเพียงคนเดียวเท่านั้นรึเปล่า...
อ๊ะ~~ ได้เวลาแล้ว~~ อยู่ๆทงเฮก็ร้องขึ้นมา ทำเอาผมที่กำลังนั่งคิดอะไรอยู่เพลินถึงกับสะดุ้งจนตัวโยน
เวลาอะไรของนาย ถึงเวลากลับบ้านแล้วเหรอ เป็นเด็กอนุบาลรึไงถึงกลับบ้านตอนบ่ายแบบนี้น่ะ
ป่าว ได้เวลาฮยอคแจกลับบ้านแล้วต่างหาก ชั้นต้องไปหามัฟฟิ่นแล้วล่ะ
หา... สรุปนายจะไปหาฮยอคแจหรือมัฟฟิ่นกันแน่น่ะ
ไปหาทั้งคู่แหละ ไปบ้านฮยอคแจ เพื่อจะไปหามัฟฟิ่น
มึน... พอเหอะ
ขณะที่ผมตั้งใจจะไม่สนใจข้อมูลมึนๆที่ทงเฮเพิ่งพูดออกมาทั้งหมดนั่นและหันกลับมาจดจ่อที่สมุดตั้งใจจะเขียนแค่บทนำเรื่องให้จบวันนี้ก็ยังดี ผมก็ถูกทงเฮฉุดให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับถูกเขาถือวิสาสะเก็บอุปกรณ์ของงานเขียนของผมทุกอย่างเข้ากระเป๋า เสร็จแล้วทงเฮก็ก้มลงหยิบของตัวเอง ถือมันทุกอย่างด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายนั้นเขายื่นมาทางผมพร้อมด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง
นายตั้งใจจะทำอะไร
ไปหามัฟฟิ่นด้วยกันเหอะนะ
เหตุผลล่ะ
ชั้นอยากให้ทคิบอมเห็นว่ามัฟฟิ่นน่ะน่ารักขนาดไหน~
ช่างเป็นเหตุผลที่แสนจะไร้สาระแต่ก็สมกับเป็นทงเฮซะเหลือเกิน นี่ถ้าผมปฏิเสธไม่ไปกับเขา มั่นใจได้เลยว่าทงเฮจะต้องเข้าโหมดหงอยและก็จะใช้เสียงเศร้าๆชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยการพูดถึงผลกระทบที่เกิดจากการปฏิเสธของผมที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับตัวผมเลย แต่มันจะทำให้ทงเฮเสียหายรุนแรงไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และที่แย่ไปกว่านั้น... ใบหน้าทงเฮจะไร้ซึ่งรอยยิ้มอ่อนโยนที่เขากำลังมองให้ผมอยู่ในตอนนี้...
ชั้นเดินของชั้นเองได้ ไม่ต้องจูงหรอกน่า ผมสะพายกระเป๋าขึ้นหลังและก็เดินนำทงเฮออกไปทั้งๆที่ยังไม่รู้ทาง
ได้ แต่ที่ถูกน่ะ... มันต้องไปทางนั้นล่ะคิบอม
และผลลัพธ์ก็คือ... ผมเดินผิดทางหน้าแตกดังเพล้งเลยไงล่ะ
ทีหลังก็บอกให้มันเร็วๆกว่านี้เซ่...
To Be Con
ichi's Talk ==>
คอมเม้นของคนอ่านสำหรับตอนที่แล้วทำอิชิมึนมาก เพราะมีคนเข้าใจผิดกันเยอะมากๆว่าฟิคเรื่องนี้เป็นตอนเดียวจบ ซึ่งความจริงมันก็ตอนเดียวจบนะแต่อิชิแค่ตัดตอนมาโพสอ่ะ เพราะว่าตัดตอนมารึเปล่าคนอ่านก็เลยคิดกันว่ามันจบแค่นั้น? แต่มันจะจบได้ยังไง~~ คิบอมยังเกลียดทงเฮอยู่เลยน้า~~ ต้องรักกันก่อนแล้วค่อยจบเซ่~~ อิชิไม่ปล่อยให้คนอ่านจิ้นกันเองเยอะขนาดนั้นหรอก T-T ยังไม่รู้กันเลยว่ามัฟฟิ่นคืออะไรแล้วจะจบได้ยังไง... จริงม้า~~~~
พูดถึงฟิคซักนิด... ฟิคเรื่องนี้น่ะ เขียนแล้วให้อารมณ์แปลกใหม่กับคนเขียนมากเลยเพราะทุกเรื่องที่เคยเขียนมาเราไม่เคยเขียนให้ทงเฮเป็นฝ่ายตามอ่ะ ปกติแล้วทงเฮจะเป็นคนเอาแต่ใจแล้วคิบอมก็ต้องคอยเป็นคนง้อ ส่วนเรื่องนี้มันกลับกันเลย แถมคิบอมยังออกปากว่าหงุดหงิดทงเฮขึ้นมาเองอีกต่างหาก... เขียนๆไปบางทีก็จะเผลอเขียนจนออกแนวแฮปปี้ แป๊บๆคิบอมก็จะพูดดีกันทงเฮ ไม่ทันไรก็จะแฮปปี้เอนด์ เรานั่งแก้ตอนนี้อยู่บ่อยมากๆ ไม่งั้นคิบอมก็คงจะไม่ฉุกคิดแล้วโกรธทงเฮทุกๆ 5 นาทีแบบนั้นหรอก เหอๆ
แต่ตอนนี้คิบอมก็เหมือนจะเอนเอียงไปทางคำว่าชอบมากกว่าคำว่าเกลียดแล้ว ตอนหน้าก็มาคอยลุ้นกันต่อละกันนะว่าคิบอมคนนี้... จะชอบทงเฮได้ยังไง... แล้วฟิคเรื่องนี้ท้ายที่สุดแล้วจะมีฉากที่คิบอมทำหวานใส่ทงเฮรึเปล่า (แต่ขอสารภาพว่าคนเขียนอ่ะอยากเขียนฉากหวานๆจะแย่แล้วล่ะ T-T) เพราะงั้นก็ไว้เจอกันอีกครั้งใน"Dessert Cut" น้า~ Happy Ending มันก็ต้องเสริฟพร้อมของหวานสิ... ใช่ม้า~~~~
P.S ช่วงนี้คนคอมเม้นน้อยลงเยอะจนน่าใจหาย... นี่เป็นผลกระทบของการหายไปนานเกือบ 4 เดือนใช่มั้ยยยยยเนี่ย~~~ T0T
P.SS ปิ๊งขอบคุณสำหรับการแก้คำผิดให้ด้วยน้า~~ (สิ่งที่อยากจะบอกอ่ะ... คืออะไรเหรอ??)



ปล.จะรอเมนูต่อไปนะเค่อะ
#1 By [๐~SeReNe~๐] on 2007-08-14 22:55